สโมสรเชลซี

สโมสรเชลซี ยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รวมแข้ง เชลซีล่าสุด รีเทิร์นแล้วผลงานเป็นไงบ้าง มีข่าวเตรียมคว้าตัว นาธาน อาเก้ กองหลังอเนกประสงค์ กลับมาสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากขายปราการหลังชาวดัตช์ ให้กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเมื่อปี 2020 แต่ “สิงห์บลูส์” ต้องลองมาไล่ๆ ดูประวัติในอดีตกันหน่อยว่าพวกเขาเคยผิดหวังหรือสมหวังกับแข้งรีเทิร์น วันนี้เราไปดูกันว่ามีนักเตะเชลซีคนไหนบ้างที่รีเทิร์นกลับมา แล้วผลงานเป็นอย่างไร

            โรเมลู ลูกากู

            เชลซี เห็นแวว โรเมลู ลูกากู ตั้งแต่สมัยเป็นดาวรุ่งพุ่งขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจกับ อันเดอร์เลชท์ ทีมในลีกบ้านเกิดเบลเยียม แต่ช่วงปี 2011-14 หัวหอกร่างใหญ่ แทบไม่ได้ลงสนามให้ทีม

ลงเล่นเพียงแค่ 10 นัด ยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว เชลซี 2021/22 จึงตัดสินใจปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัว ซึ่ง ลูกากู ไปได้โอกาสกับ “เดอะ แบ็กกี้ส์” เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

และไปต่อกับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” ยิงระเบิดระเบ้อกับ เอฟเวอร์ตัน จากนั้นไปอยู่กับ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และยิงเปรี้ยงปร้างกับ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

            ทำให้ สโมสรเชลซี อยากให้ ลูกากู รีเทิร์นกลับมาสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ จึงเปิดคลังทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสร 97.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,220 ล้านบาท)

แต่ผลงานฤดูกาลก่อนของสตาร์วัย 29 ปี ไม่ดีเอาเสียเลย ยิงในพรีเมียร์ลีกแค่ 8 ประตู ยิงรวมทุกรายการได้เพียง 15 ประตู การรีเทิร์นครั้งนี้ของ ลูกากู

จึงน่าผิดหวังสุดๆ เชลซี จึงยอมปล่อยให้ ลูกากู กลับไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ในรูปแบบการยืมตัว แลกกับเงินที่ได้คืนมาราวๆ 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 300 ล้านบาท) โดยใจของ ลูกากู ดูเหมือนจะไม่อยู่กับ เชลซี อีกต่อไปแล้วด้วย

            ดาวิด ลุยซ์

            ถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จก็ว่าได้ สำหรับ ดาวิด ลุยซ์ ที่เชลซี ไปดึงตัวมาจาก “เหยี่ยวลิสบอน” เบนฟิก้า ในลีกโปรตุกีส เมื่อปี 2011 ด้วยค่าตัวเพียง 21 ล้านปอนด์ (ประมาณ 925 ล้านบาท)

เมื่อกองหลังบราซิเลียน พาทัพ “สิงห์บลูส์” ตะปบทั้งแชมป์เอฟเอ คัพ , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรป้า ลีก ในช่วง 3 ปีแรก จนกระทั่งโดนทีมกระเป๋าหนักแห่งลีกเอิง ฝรั่งเศส อย่าง ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์ กระชากตัว ลุยซ์ ไปค้ำแนวรับ แต่ในปี 2016 อันโตนิโอ คอนเต้

กุนซือสโมสรเชลซี ณ ตอนนั้น ตัดสินใจดึงตัว ลุยซ์ รีเทิร์นกลับสู่เดอะบริดจ์ ซึ่งปราการหลังหัวทอง ก็ยังทำผลงานได้ดี มีแชมป์เอฟเอ คัพ และ ยูโรป้า ลีก อีกอย่างละสมัย ก่อนย้ายไปอยู่กับ อาร์เซนอล และปัจจุบันก็กลับบ้านเกิดไปอยู่กับ ฟลาเมงโก้ ยักษ์ใหญ่แห่งลีกบราซิลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            เนมันย่า มาติช

            หลายคนลืมไปว่า เนมันย่า มาติช ย้ายมาอยู่กับ เชลซี ตั้งแต่ปี 2009 จากสโมสร โคซิเซ่ ในลีกเล็กๆ อย่างลีกสโลวัก ด้วยค่าตัวเพียง 1.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 65 ล้านบาท) แต่แทบไม่ได้ลงสนาม ลงเล่นแค่ 2 นัดเท่านั้น จึงถูกปล่อยตัวออกไป โดย มาติช ไปทำผลงานเด่นกับ เบนฟิก้า ในลีกโปรตุกีส Chelsea จึงยอมควักเงิน 21 ล้านปอนด์ (ประมาณ 910 ล้านบาท)

กระชากตัวมิดฟิลด์ชาวเซิร์บ รีเทิร์นกลับมาทำผลงานโดดเด่นในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ พาเชลซีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย แชมป์เอฟเอ คัพ อีกหนึ่งสมัย ก่อนที่ มาติช ย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2017 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนสมัยอยู่กับสโมสรเชลซี จึงถูกปล่อยตัวหลังจบฤดูกาล 2021-22 ปัจจุบัน มาติช ย้ายแบบฟรีเอเย่นต์ รีเทิร์นกลับไปร่วมงาน มูรินโญ่ ที่โรม่า

            ดิดิเยร์ ดร็อกบา สโมสรเชลซี

            เหมือนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ก็ว่าได้ เมื่อสโมสรเชลซี ไปดึง ดิดิเยร์ ดร็อกบา มาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย์ ในลีกเอิง ฝรั่งเศส เมื่อปี 2004 ในราคาเพียง 24 ล้านปอนด์ (ราวๆ 1,040 ล้านบาท)

ซึ่งกองหน้าสตาร์ทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำให้ เชลซี ถึง 100 ประตู จากการลงเตะ 226 นัด พาทีมเถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย เป็นแชมป์เอฟเอ คัพ อีก 4 สมัย ปิดท้ายด้วยการครองจ้าวยุโรป เป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2011-12

            หลังจากนั้น ดร็อกบา ก็เลือกไปขุดทองที่จีน กับสโมสร เซียงไฮ้ เสิ่นหัว และมาต่อที่ตุรกี ซึ่ง เชลซี ตัดสินใจดึงตัว ดร็อกบา มาจาก กาลาตาซาราย ในปี 2014 แบบฟรีทรานสเฟอร์ แต่การ รีเทิร์นครั้งนี้ ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เมื่อ ดร็อกบา ยิงได้แค่ 4 ประตู จากการลงเตะ 24 นัด

ดังนั้น เชลซีสด จึงตัดสินใจปล่อย ดร็อกบา ออกไปขุดทองในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ สหรัฐฯ (MLS) กับ มอนทรีอัล อิมแพ็ค ทีมจากฝั่งแคนาดา และไปเล่นให้ ฟีนิกซ์ ไรส์ซิ่ง ทีมในลีกรองมะกัน เป็นสโมสรสุดท้าย ก่อนที่ ดร็อกบา จะประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2018

            แกรม เลอ โซ

            ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสโมสร เมื่อผลักดันจากทีมเยาวชน โดย เชลซี ให้โอกาส แกรม เลอ โซ ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่เมื่อปี 1989 ซึ่งแบ็คซ้ายดาวรุ่งสมัยนั้น

ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียวในช่วง 4 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนที่ เลอ โซ ย้ายไปอยู่กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มีส่วนสำคัญช่วยให้ “กุหลาบไฟ” ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างพลิกล็อกในปี 1995

ด้วยการเฉือนยอดทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสกอตติช คุมทีมอยู่ในขณะนั้น แค่แต้มเดียว

            เมื่อผลงานกองหลังทีมชาติอังกฤษ โดดเด่นเข้าตาขนาดนี้ เชลซี จึงตัดสินใจคว้าตัว เลอ โซ รีเทิร์นกลับสู่กรุงลอนดอน ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 216 ล้านบาท)

โดยสมัยนั้นในยุค 90 ค่าตัวระดับนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ซึ่ง เลอ โซ ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมพาสโมสรเชลซีเป็นแชมป์ลีกคัพ

และแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ (ปัจจุบันไม่มีถ้วยใบนี้แล้วในศึกยุโรป) จากนั้นดาวเตะอังกฤษ ไปอยู่กับ “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง ก่อนแขวนสตั๊ดไปในปี 2003 แต่ก็ถือว่า เลอ โซ เป็นแข้งรีเทิร์น ที่กลับมาทำผลงานให้ เชลซี ได้อย่างสุดคุ้มที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

ท่านใดสนใจสมัครสมาชิก

ติดตาม ดูบอลสด ร่วมกิจกรรมสามารถแอดไลน์มาที่ LINE ID : @Dooballs

ตารางคะแนน